ขณะนี้ ทั่วโลก กำลังเฝ้าติดตาม สถานการณ์ ระหว่างประเทศ ณ เมืองหลวงของปากีสถานอย่างใกล้ชิด การเจรจานี้ ไม่ใช่เพียงแค่ รายงานข่าวทั่วไป แต่ ทุกคำพูด ทุกย่างก้าว ของเหล่านักการทูต และ ผู้นำระดับสูง ที่เดินทางมารวมตัวกันในกรุงอิสลามาบัด กำลังเป็นตัวแปรสำคัญในการ ชี้ชะตา ว่า ราคาน้ำมันดิบโลก ห่วงโซ่อุปทานสินค้า และ ระบบเศรษฐกิจโลก จะขับเคลื่อนไปในทิศทางใดในอนาคตอันใกล้ สำหรับ ประชากรยุคใหม่ ที่อาจจะ คิดว่า ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาเป็น ปัญหาระยะไกล ขอบอกตรงๆ เลยว่า ไม่ใช่แบบนั้นเลย ตราบใดที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็น ช่องทางยุทธศาสตร์ ในการขนส่งน้ำมันดิบเกือบ 20% ของโลก ยังคงเผชิญกับ การปิดกั้น ผลกระทบ ตั้งแต่ ค่าน้ำมันที่สถานีบริการ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึง ค่าใช้จ่ายของภาคอุตสาหกรรม ของผู้ประกอบการไทย ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้อย่างแน่นอน
การทำความเข้าใจภูมิหลัง เราต้องย้อนกลับไปดู ฉากทัศน์ ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี อันนำมาสู่ความตึงเครียด โดยชนวนเหตุสำคัญ เริ่มต้นขึ้นจากการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ อย่างรุนแรง ต่อประเทศอิหร่าน เพื่อทำลาย โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร โครงการนิวเคลียร์ และระบบขีปนาวุธ นำไปสู่ความสูญเสีย ต่อบุคคลระดับสูง แน่นอนว่า ทางฝั่งอิหร่านได้ทำการ ตอบแทน ด้วยการส่งจรวดและโดรนโจมตี ฐานทัพและพันธมิตร และที่สำคัญที่สุดคือการประกาศ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นการปิดตายช่องทาง ของตลาดพลังงานโลก โดยพฤตินัย
เมื่อการสู้รบ ดำเนินมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง รัฐบาล ปากีสถานก็ได้ก้าวเข้ามา ทำหน้าที่ เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ที่ทั้งสองฝ่ายให้ความไว้วางใจ จนกระทั่งสามารถ บรรลุข้อตกลง มาตรการหยุดยิงชั่วคราว เพื่อสร้างโอกาส นำไปสู่กระบวนการเจรจาโต๊ะกลม ระดับทวิภาคี ในกรุงอิสลามาบัด ซึ่งมีการประชุมอย่างเคร่งเครียด หลายสิบชั่วโมง แต่ ผลลัพธ์ที่ได้ ก็ยังไม่สามารถ หาข้อยุติร่วมกันได้
ในการประชุม รอบแรกที่เมืองหลวงของปากีสถาน เต็มไปด้วย คณะผู้แทนระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญ จากวอชิงตันและเตหะราน โดยทางฝั่งสหรัฐฯ ได้ส่งทีมงาน ชุดใหญ่ ที่นำโดยผู้บริหารระดับสูงและทูตพิเศษ ในส่วนของ คณะผู้แทนของอิหร่านก็ประกอบด้วย แกนนำคนสำคัญ ทว่า ประเด็นหลักที่ทำให้การหารือ ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ มีอยู่สองประเด็นใหญ่ ที่ยากจะประนีประนอม คือ:
ความล้มเหลว ในการเจรจารอบดังกล่าว ชี้ให้เห็น ช่องว่างทางความคิด ที่ยังคงห่างไกล แม้ว่าจะมีรายงานข่าวว่าทั้งสองฝ่าย มีความเป็นไปได้ที่จะ บรรลุข้อตกลงในบางหัวข้อแล้วก็ตาม แต่ด้วยเงื่อนไข เชิงลึก ทำให้โต๊ะเจรจาในรอบแรก ต้องพับเก็บไปก่อน
เมื่อเข้าสู่ ช่วงเวลาต่อมา สถานการณ์ทางการทูต ทวีความซับซ้อนและ ท้าทายสายตาชาวโลก มีรายงานว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน บินตรงไปยัง พื้นที่เจรจาในปากีสถาน แต่ทว่า จากทางโฆษกอย่างเป็นทางการ ที่ปฏิเสธ ยังไม่มีกำหนดการที่จะประชุม แบบเผชิญหน้า กับทางคณะผู้แทนจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทางด้าน ทำเนียบขาวเองก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า คณะทำงานและที่ปรึกษาพิเศษ มีความพร้อมที่จะเดินทางไป เข้าร่วมรับฟัง แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิก การเดินทาง อย่างกะทันหัน พร้อมระบุว่า ข้อเสนอและเอกสารที่ได้รับจากฝั่งตรงข้าม ยังไม่ดีพอ และไม่คุ้มค่ากับการเดินทางระยะไกล พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวทาง การสื่อสารผ่านช่องทางโทรศัพท์ และการประสานงานระยะไกล กระบวนการนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานข่าวว่า คณะผู้แทนของอีกฝ่าย เดินทางกลับจาก เมืองหลวงปากีสถานไปแล้ว ทำให้โต๊ะเจรจาในรอบนี้ ต้องสิ้นสุดลง กลายเป็นเพียงโต๊ะที่ว่างเปล่า
เพื่อให้นักลงทุนได้ตระหนัก ถึงความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ ต้องทำความเข้าใจโครงสร้าง ลักษณะทางภูมิศาสตร์และบทบาทของ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นพื้นที่ทางทะเล ที่มีความกว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ในจุดที่แคบที่สุด แต่ทำหน้าที่เป็น เส้นทางหลัก ของพลังงานน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ จากกลุ่มประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนมหาศาล เมื่อเทียบกับ การค้าพลังงานทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และพันธมิตร ล้วนมีความจำเป็นต้องใช้ เส้นทางคมนาคมนี้ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นับตั้งแต่ วิกฤตการณ์ปิดล้อมทางทะเล รวมถึงการสกัดกั้น สถานการณ์ตึงเครียด ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากมีการเพิ่มกำลังทหาร ซึ่งทางหน่วยงานความมั่นคง คาดการณ์ว่า กระบวนการในการเคลียร์พื้นที่และการกู้ภัย ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปี ซึ่งหมายความว่า ต่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถ บรรลุความเข้าใจ ในวันนี้ การฟื้นฟูระบบการเดินเรือสินค้า ดูรายละเอียด ให้กลับมา มีเสถียรภาพ จำเป็นต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล
ภายใต้ วิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนนี้ ปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ คือความพยายามของประเทศปากีสถาน ในการสร้างสันติภาพ แม้ว่าที่ผ่านมาปากีสถาน ไม่ได้ถูกมองว่าเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยหลักในเวทีการเมืองระดับโลก ทว่าในวิกฤตครั้งนี้ ผู้นำรัฐบาลและกองทัพ สามารถรักษาความสัมพันธ์และ ช่องทางการสื่อสาร กับทั้งทางฝั่งวอชิงตันและเตหะราน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การผลักดันนี้ ถูกเรียกว่า "กระบวนการอิสลามาบัด" โดยเน้นการ เปลี่ยนการหารือแบบเฉพาะกิจ ให้กลายเป็น กรอบความร่วมมือและการทูตในระยะยาว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะมันหมายความว่า แม้การเจรจาในสัปดาห์นี้จะยังไม่สำเร็จ แต่ช่องทางในการติดต่อและ โอกาสในการลดความรุนแรง ยังคงมีหวังที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคต ซึ่งเหล่านักลงทุนและ ประชาคมโลก ต้องศึกษาข้อมูล เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก